qrcodekwshop

User Registration

or ยกเลิก
พิมพ์

ตั้งเมืองกุดสิมนารายณ์

เนื่องด้วยเมื่อพ.ศ. ๒๓๖๙ เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทน์เป็นกบฏต่อไทย กองทัพไทยไปปราบชนะ ต่อมาไทยกับญวนเป็นศึกแก่กันเพื่อแย่งประเทศเขมร พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชดำริให้กองทัพไทย ไปกวาดต้อนเอาครอบครัวหัวเมือง ทางฟากตะวันออกแม่น้ำโขง ข้ามมาอยู่ฝั่งไทยฟากตะวันตกเสีย เพื่อมิให้เป็นทางเสบียงอาหารแก่ญวน ชาวเมืองวังจึงถูกกวาดต้อนมาในคราวนี้ เฉพาะเมืองกุดสิมนารายณ์ทางบั้งจุ้ม (จากปากคำของนายทิดสง จิตจักรอายุ ๕๗ ปี ลูกนายจิตตะ ฝ่ายบั้งจุ้มบ้านโพนสตง) กล่าวว่า “ชั้นต้นกวาดลงมาแต่ราษฎร ภายหลังจึงไปเกลี้ยกล่อมเอาเชื้อหน่อกษัตริย์ลงมาปกครอง” ส่วนชาวเมืองว่า “มาอยู่ได้ ๔ ปีแล้วจึงได้ตั้งเมือง” ผู้เขียนจึงทบทวนเทียบดูจาก ๓ พงศาวดารดังนี้
(๑) จากประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๓ ว่า จ.ศ. ๑๒๐๗ (พ.ศ. ๒๓๘๘) ศักราชนี้คลาดเคลื่อนควรเป็น พ.ศ. ๒๓๘๔ พระมหาสงครามแม่ทัพกับเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ (ผู้รับอาสาไปกวาดต้อน) ซึ่งลงไปอยู่ทางกรุงเทพฯ ครั้งอนุกบฏ รวมกองทัพหัวเมืองต่าง ๆ ได้คนหมื่นเศษ แบ่งเป็น ๔ ทัพแยกกันไปตีคนละทาง ทัพหนึ่งไปตีเมืองวัง เมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง ได้ครัวพันร้อยเศษ ช้างยี่สิบช้าง นอกนั้นหนีเข้าป่าหมด จึงจุดเผาบ้านเรือนหมด แล้วมีใบบอกลงกรุงเทพ ฯ ทรงพระราชดำริว่าเกณฑ์คนได้มากกวาดต้อนได้น้อยไม่เหมาะสม จึงโปรดให้อยู่กวาดต้อนต่อไปเป็นการแรมปี


(ครัวที่กวาดต้อนได้ในระยะแรกนี้แหละ เมื่อมาอยู่เมืองกุดสิมนารายณ์ก่อน จึงว่าได้มาแต่ราษฎร)
ต่อมานายทัพนายกองพากันลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพ ฯ กราบทูลให้ทรงทราบว่า ได้ครอบครัวทั้งเก่าและใหม่เป็นจำนวนคน เมืองวัง ๘๕๒ คน เมืองตะโปน ๕๗๕ คน เมืองนอง ๑๐๓ คน เมืองพิน ๑๒๒ คน เมืองคำม่วน ๘๐๖ คน รวม ๒๔๕๘ คน โปรดให้ถามว่าจะสมัครตั้งอยู่ตำบลใด ก็จะให้ตั้งตามใจสมัครราชวงศ์เมืองวังตั้งอยู่บ้านกุดสิมนารายณ์ ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ แต่จะเป็นปีศักราชเท่าใดไม่ปรากฎ เมื่อเทียบกับพงศวดารอื่นแล้ว ปีที่แม่ทัพนายกองลงไปเฝ้าตรงกับพ.ศ. ๒๓๘๗ ดังนั้นจึงตรงกับที่ชาวเมืองว่า “มาอยู่ได้ ๔ ปีแล้วจึงได้ตั้งเมือง” (คือปีพ.ศ. ๒๓๘๘ เป็นปีที่เจ้าราชวงศ์ (กอ) ลงไปเฝ้าที่กรุงเทพ ฯ และได้รับพระราชทานตราตั้งให้เป็นพระธิเบศวงษา เป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์คนแรก ดังกล่าวต่อไป)


(๒) จากข้อ (๑) ซึ่งตรงกับพงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ว่า พ.ศ. ๒๓๘๔ พระมหาสงครามเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ เกณฑ์คนเมืองนครพนม เมืองกาฬสินธุ์ เมืองหนองหาร เมืองท่าอุเทน เมืองไชยบุรี เมืองแสน เมืองภูเวียง เมืองมุกดาหาร เมืองเขมราฐ เมืองอุบล รวม ๑๓๐๐๐ คนแบ่งเป็น ๔ ทัพแยกกันไปตีคนละทาง พระมหาสงครามอยู่รักษาเมืองนครพนม เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๘๔ ยกข้ามโขงไปตีเมืองวัง เมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบัง ได้ครัว ๑๑๗๗ คนช้าง ๒๐ ช้าง ครัวแตกหนีไปญวนสิ้น ได้จุดเผาบ้านเรือนหมด ได้รั้งรอทำการต่อไป ครั้งถึงจ.ศ. ๑๒๐๖ (พ.ศ. ๒๓๘๗) เจ้าอุปราชพระมหาสงครามลงไปเฝ้ากราบทูลว่า ไปกวาดครัวได้ทั้งเก่าใหม่เป็นจำนวนคน เมืองวัง ๘๕๒ คน เมืองตะโปน ๕๗๕ คน เมืองนอง ๑๐๓ คน เมืองพิน ๑๒๒ คน เมืองคำม่วน ๘๐๖ คน รวม ๒๔๕๘ คน


๓) และตรงกับพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานว่า ลุศักราช ๑๒๐๓ ปีฉลูตรีศก (พ.ศ.๒๓๘๔) พระมหาสงครามและเจ้าอุปราชเมืองเวียงจันทน์ ยกกองทัพไปตีเมืองวังแตก เจ้าเมือง, อุปฮาด, ราชวงศ์, ราชบุตร และท้าวเพี้ยราษฎร พาครอบครัวหนีกองทัพไทยระส่ำระสาย พระมหาสงครามได้จัดให้ท้าวสายท้าวเพี้ยเมืองวัง ไปเกลี้ยกล่อมได้ครอบครัวราชวงศ์ (กอ) และท้าวคอง (ด้วง) บุตรเจ้าเมือง, ท้าวตั้ว (ต้อ) บุตรอุปฮาดเมืองวังเข้ามาสวามิภักดิ์ พาครัวข้ามมาฝั่งโขงตะวันตกจำนวน ๓๐๐๓ คน ตั้งอยู่บ้านกุดฉิมนารายณ์ (กุดสิมนารายณ์) แขวงเมืองกาฬสินธุ์


จำนวนครัวที่กล่าวข้างต้นเก็บจาก ๓ พงศาวดาร รวมกันแล้วได้ครัวเมืองวัง ๓๐๐๓ คน นอกจากนี้ยังมีครัวเมืองคำอ้อ ซึ่งมีท้าวสิงหนามเป็นหัวหน้า อพยพครอบครัวพี่น้องเป็นอันมาก ลงมาเองโดยไม่ได้ถูกกวาดต้อนเพราะพระมหาสงครามจุดเผาเล้าข้าวหลังเรือนไม่มีที่อยู่ที่กิน ท้าวสิงหนามเป็นที่พระยาเมืองแสน หัวหน้าเสนาฝ่ายขวา ๑๐ พระยา และเป็นอัคมหาเสนาธิบัดดีเมืองวังด้วย
จากพงศวดารรัชกาลที่ ๓ เมื่อ จ.ศ. ๑๒๐๖ (พ.ศ. ๒๓๘๗) เจ้าอุปราชพระมหาสงคราม ลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว กราบทูลจำนวนคนที่กวาดต้อนได้ทั้งเก่าและใหม่เฉย ๆ ตัวคนมิได้ลงไปด้วยยังคงพำนักอยู่ตามเดิม (ครั้งปีรุ่งขึ้นพ.ศ. ๒๓๘๘) พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธร พระประทุมเทวาเจ้าเมืองหนองคาย ได้บอกส่ง ท้าวสิงหนามเจ้าเมืองคำวอ (คำอ้อ) กับท้าวเพี้ยเมืองวัง พระคำก้อนเจ้าเมืองคำเกิด อุปฮาดเมืองคำน้อย ท้าวเพี้ยเมืองพระบาง ท้างเพี้ยนายครัวลงมา ณ กรุงเทพมหานคร โปรดเกล้า ฯ ให้เข้าเฝ้า นายครัวว่าจะตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านใดตำบลใดจะทำการขึ้นเมืองใด จะโปรดให้ตามใจสมัคร นายครัวกราบทูลพระกรุณาว่า ราชวงศ์เมืองวังกับพวกพ้องท้าวเพี้ยครอบครัว สมัครอยู่บ้านกุจฉินารายน์ ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์, ท้าวโรงกลางเมืองวัง กับพวกพ้องท้าวเพี้ยครอบครัว ขอสมัครตั้งอยู่บ้านประขาวพะงา ขึ้นกับเมืองสกลนคร, ท้าวลำดวนเจ้าเมืองคำเกิดกับครอบครัว สมัครอยู่บ้านขอนยาง ขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์, อุปฮาดราชวงศ์เมืองคำม้วนกับพรรคพวกครอบครัว ขอสมัครตั้งอยู่บ้านแซงบาดาล ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์, ท้าวเพี้ยเมืองสูงกับพรรคพวกครอบครัว ขอสมัครตั้งอยู่บ้านกุสุมาล ขึ้นเมืองสกลนคร, ท้าวสายนายครัวเมืองวัง ซึ่งอยู่บ้านบางหวายธาตุพนม กับเจ้าเมืองเชียงรมอุปฮาดราชวงศ์ท้าวเพี้ยครอบครัว ขอสมัครตั้งครอบครัวอยู่บ้านห้วยศีรษะบัว แขวงเมืองนครพนมและครอบครัวขุนป้องพลขันธ์ พระไชยเชษฐาเมืองตะโปน ขอตั้งอยู่เมืองเขมราฐ โปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านที่ครัวตั้งอยู่ ตั้งขึ้นเป็นเมือง แล้วตั้งให้นายครัวเป็นเจ้าเมืองมีชื่อต่างกัน แล้วตั้งอุปฮาดราชวงศ์ท้าวเพี้ยไว้สำหรับเมือง ฯ ดังนั้นจึงเป็นที่แน่นอนว่า พ.ศ. ๒๓๘๘ เป็นปีตั้งเมืองต่าง ๆ และตั้งเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองเมืองต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างบนนี้


ทีนี้เล่าถึงครัวเมืองกุดสิมนารายณ์ ว่าครั้งอพยพจากเมืองวัง มาตั้งพักทำมาหากินชั่วคราวอยู่ที่ใดบ้างแล้วได้แยกกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ในที่ใดบ้าง ดังต่อไปนี้

ครอบครัวชาวเมืองวังที่มาตั้งเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ ประกอบด้วยคนหลายภาษาปนกันมา มีพุไทยลาวข่า (ชาวพุไทยเป็นคนเผ่าเดียวกัน แต่ที่ไทยนั้นไทยนี้ให้แตกต่างออกไปนั้น เป็นการเอาชื่อบ้านหรือชื่อถิ่นที่อยู่ศัยทำมาหากิน มาเป็นชื่อประกอบให้เข้าใจกันระหว่างหมู่พวกเท่านั้น) เมื่อพ.ศ. ๒๓๘๔ มาตั้งพักชั่วคราวหาเลี้ยงชีพอยู่บนหลังเขาภูพาน ตั้งทัพอยู่ที่ “ซำผักแพว, แปวป่องฟ้า (คือที่น้ำไหลลอดมาจากภูอานม้า), ภูอานม้า, นาเตโช (นาบ้านวัง), ขัวไม้แก่น, บ้านแก้งกาแสน” ส่วนหมู่ไทหอแยกไปอยู่ที่ “ภูเฒ่าเก่า (อยู่ทางตะวันตกภูพานฟากบ้านโคกกลาง), เหล่าแม่นาง (อยู่ทางตะวันออกภูพาน), ยางสามต้น (อยู่แถวภูผาชานบ้านแมค), อ้นสามขุย (อยู่ทางตะออกภูพาน) ขัวดำ (ขัวข้ามน้ำพุง) ถ้ำมืด (ถ้ำหินอยู่ดินเพียงกลางดงกว้างแถวบ้านสร้างค้อ) เล่าว่าถ้ำนี้มีคนเข้าไปหลงทางออกตายเหลือแต่กระดูก ภายหลังจึงใช้เชือกผูกเอวแล้วจึงเข้าไปได้ผลสำเร็จ ยอดน้ำพุง” อยู่หลังภูพานด้านตะวันตกและตะวันออก ภายหลังได้เลื่อนลงมาตั้งเป็นบ้านหินลาดบ้านนางาม (บ้านหนองอีกอม) และมาอยู่บ้านกุดโก้งกุดสิม


พุไทยหมู่หนึ่งมีหลวงจางวางเป็นหัวหน้า พาหมู่พวกไปตั้งอยู่สบห้วยแข้แง่ห้วยมะนน บ้านปุ่งจัน บ้านกกเกาะต่อมาย้ายไปเป็นบ้านกาซะเท่าทุกวันนี้ ส่วนหลวงจางวางเจ้าราชวงศ์ (กอ) ตั้งให้เป็นหลวงพินิจบรรพโตอยู่ปนข่าที่นั้นเอง บ้านกาซะเดิมขึ้นกับเมืองกุดสิมนารายณ์ จนเมืองกุดสิมนารายณ์ถูกยุบเป็นอำเภอ แล้วย้ายไปตั้งอยู่ที่บ้านบัวขาว หมดสมัยพุไทยพื้นเมืองได้เป็นผู้ปกครอง มีแต่ลาวมาปกครองเขารู้สึกว่าถูกกดขี่ข่มเหงและไกลด้วยจึงขอโอนไปขึ้นกับอำเภอนาแกจังหวัดนครพนมเสีย

ส่วนข่ามี ๒ เผ่าพันธุ์ชื่อ “เจือทลูย” เผ่าพันธุ์ ๑ กับ “ตรี” อีกเผ่าพันธุ์ ๑ (ชื่อเผ่าพันธุ์เขียนตามสำเนียงภาษาของเขาไม่ตรงกัน) แต่พุไทยเรียกข่าเจือทลูยว่าข่าซะลูย เรียกข่าตรีว่าข่าจะหลี้ มีตาแก้วบุญขวางเป็นหัวหน้า พากันตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่บนหลังเขาภูพาน พวกจะหลี้ตั้งอยู่บ้านนาหลัก พวกซะลูยตั้งอยู่บ้านส้านแว้ บ้านซำผักกูด ปัจจุบันขยายออกเป็นบ้านห้วยท่า (บ้านแก้งนาง) บ้านนาหินกอง บ้านปากช่อง บ้านนาโคกกุง ข่าหมู่นี้มาจากเมืองเซะเมืองเตา เช่นเดียวกับข่าเมืองกุสุมาซึ่งมีเผ่าพันธุ์จะหลี้อยู่ที่บ้านนาเพียง


นอกจากนี้ยังมีข่าที่มาจากเมืองวัง ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นข่าเผ่าพันธุ์อะไร เป็นข่าเมืองเซะเมืองเตาเช่นเดียวกัน ยกลงมาตั้งอยู่บ้านกอกบ้านบอน นายจวน บุตรแก้วหัวหน้าเผ่าพันธุ์เล่าว่า เดิมบรรพบุรุษอยู่ผาตั้งผางำ เป็นไทยน้ำเสพกับพวกพุไทยและไทยกะเลิง ป้อยแช่งใส่ทั่งเหล็ก ในระหว่างไทยน้ำเสพด้วยกัน เวลาไปมาหาสู่กันจะกินอยู่เอาสิ่งของซึ่งกันและกัน โดยไม่ต้องบอกให้เจ้าของรู้ก่อนก็ได้ ห้ามไม่ให้ปรับไหมใส่โทษกัน เว้นเสียแต่ฟันกล้วยโด้ยเมีย ออกจากผาตั้งผางำติดตามชาวเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู มาอยู่ทางเมืองตะโปนแขวงเมืองวัง ครั้งหนึ่งอาดญาคำเจ้าเมืองข่าผาตั้งผางำ เป็นห่วงและคิดถึงพวกลูกน้องที่หนีมาอยู่เมืองจำปาศักดิ์ จึงติดตามไปถึงเมืองจำปาศักดิ์ก็ไม่พบ เพราะพวกลูกน้องหนีไปอยู่ที่อื่นแล้ว เลยพักอยู่ที่จำปาศักดิ์ ขณะนั้นมีศึกมาติดนครจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ขอให้ช่วยรบศึกชนะมีความชอบ จึงมอบลูกสาวชื่อ “นางสาวสวรรค์ตีนแท่น” ให้เป็นเมียท้าวองค์หล่อหน่อคำ ลูกชายอาดญาคำเมืองข่า จากนั้นอาดญาคำติดตามลูกน้องต่อไป ผ่านจาทึมลึมบองเกาะก่ายปาหลาย (อยู่ที่ไหนไม่ทราบ) มาพบลูกน้องอยู่ที่บ้านสวนพริก (คือบ้านกอกบ้านบอน) แล้วท้าวองค์หล่อตายกลายเป็นผีหอคำชื่อว่า “ท้าวองค์หล่อหน่อคำ” มีการเลี้ยงทุกปีระหว่างเดือน ๓ – ๔ กินควายมีเจ้าจ้ำ ไม่มีพิธีรีตองในการเลี้ยงแต่งภาช์น์ข้าวจ้ำให้กินก็เสร็จ ผู้อยู่ในอารักขามีธุระไปไหน มีดอกไม้เทียนคู่ไปไหว้ให้คุ้มครองเข้าที่คับขันเอาดอกไม้เทียนคู่เหน็บหู ยิงไม่ออกแทงไม่เข้าจริง แต่เดียวนี้เสื่อม เล่าว่าแต่ก่อนมีบั้งจุ้มเหมือนกันจะเป็นข่าเผ่าพันธุ์อะไรไม่ทราบ ทุกวันนี้ขนบธรรมเนียมและภาษาเดิมของข่าสาบสูญกลายเป็นลาว มีอยู่ ๗ บ้านคือ บ้านกอก บ้านบอน บ้านงัว บ้านโคกสี บ้านหนองน้อย บ้านแวง บ้านค้อ (ข่าตระกูลนี้เคยเป็นเขยเจ้าจันชุมพูกับนางบุญหลาย สืบมาแต่ครั้งยังอยู่เมืองวัง ปัจจุบันก็สืบเป็นเขยลุงแสนลุงหมื่น ตลอดมาถึงชั้นลูกหลานนามสกุลแสนชมภู อยู่บ้านกุดสิมคุ้มใหม่)

เล่าเรื่องข่าตั้งบ้านเรือนแล้ว ขอย้อนกล่าวถึงพุไทยและลาวที่ยังเหลืออยู่ และไม่ยอมอาศัยอยู่บนหลังภูพานเหมือนข่า ก็แยกกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่คนละแห่ง (ลาวที่กล่าวถึงนี้เป็นลาวดั้งเดิม ติดพันกับพุไทยมาแต่ก่อน ๆ สมัยติดตามเสด็จขุนบรมจากนครหนองแสมาอยู่สิบสองจุไทย จึงขอเรียกว่าลาวสิบสองจุไทย) มีพุไทยส่วนน้อยกับลาวส่วนมากแยกกันแต่หลังภูพานลงไปทางใต้ ตั้งบ้านเรือนอยู่กันเป็นหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน ตั้งแต่ฟากภูโรยเป็นลำดับลงไปทางใต้ ตามลำน้ำพยังฟากตะวันออกหลายหมู่บ้าน ทางฟากตะวันตกลำพยังก็มีบ้าง จนถึงบ้านหนองฟ้านาโพธิ์ติดต่อกับเขตแดนเมืองยโสธรที่ห้วยแกว ที่กล่าวนี้เป็นเขตแดนเมืองกุดสิมนารายณ์สมัยแรก ซึ่งไม่อาจบอกชื่อทุกหมู่บ้านได้ ทั้งจะเปลืองเนื้อที่และรำคาญผู้อ่าน ต่อมาก็ถูกตัดไปขึ้นอำเภออื่นเสียบ้าง (จากบั้งจุ้ม) หน้า ๘๔ ยังคงเหลือเป็นท้องที่อำเภอกุฉินารายณ์ปัจจุบัน


พุไทยอีกส่วนหลายย้ายลงมาตั้งอยู่ที่บ้านกุดสิมนารายณ์ (คุ้มเก่าและคุ้มใหม่) และบ้านอื่นอีกหลายหมู่บ้าน ซึ่งจะไม่นำชื่อลงในที่นี้เปลืองที่และรำคาญผู้อ่าน จึงขอบอกรวมว่าได้แก่หมู่บ้านพุไทยทั้งหมด ที่ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเขาวง นอกจากนี้อพยพไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ บ้านโพน, บ้านหนองช้าง, บ้านหนองยาง ในท้องที่อำเภอสหัสขันธ์ ปัจจุบัน หน้า 85

(เล่าว่าพวกที่ตั้งทัพพักอยู่ที่ “บ้านเหล่าเตโช, คานสามหัว, น้ำบ่อขุ้น อยู่หลังภูพาน ยกลงมาตั้งอยู่ที่บ้านหนองแสงเสียก่อน แล้วคนตายผิดปกติ ต่อมาเห็นแสงเสด็จมาตกลงที่หนอง จึงทิ้งบ้านอพยพไปตั้งอยู่ที่บ้านคำหว้า สถานที่เดิมจึงได้ชื่อว่าหนองแสง กลายเป็นบ้านหนองแสงของพวกที่มาอยู่ทีหลัง

นายจารเกด (กัณหา) เหล่านายอ เป็นคนฝ่ายบั้งจุ้มและสนใจบั้งจุ้มผู้หนึ่งเล่าว่า “ไทยบ้านแปนมาตั้งเป็นบ้านหนองผือ ไทยบ้านกกต้องนากะทิง มาตั้งเป็นบ้านนาวี กุดบอด หนองแสง ดอนไม้คุ้ม กุดกอก ส้มป่อย กุดปลาค้าว บ้านโพนนาดี บ้านซ้ง นาตาลิว ส่วนไทยบ้านคำหว้า คำชะอี หนองสูง หนองโอ บ้านซ้งดงพู่ หนองเอี่ยนท่ง หนองเอี่ยนดง ห้วยซาย นาโสก กุดโง้ง ดอนเขือง กุดเชียงหมี กุดคอก่าน ขี้แก้ว ฮ่องแซง บ้านเป้า บ้านพู หนองโอน้อย หนองเม็ก บ้านบุ่งอีเลิด ตลอดมาทางบ้านขี้มั่ง ห้วยแดง โคกก่ง ขุมขี้ยาง ห้วยหีบ ห้วยยาง เมืองสกลนคร หมู่บ้านที่กล่าวมานี้ เป็นชาวหมู่บ้านที่อยู่ในแขวงเมืองมหาชัยกองแก้ว ไทยเมืองหมั้นเป็นพวกลงมาก่อน ไทยนาโม้ นายม ต้นแหน ห้วยปลาค้อ ลงมาตั้งบ้านไพล้อม (บ้านม่วง), บ้านนาจาน (บ้านหว้าน), บ้านป่ากล้วย, บ้านนาหอ (ทางไปหินลาด), และที่ตั้งบ้านอยู่คนละฟากภูพาน แถวอำเภอนาแกก็มีเป็นอันมาก” เล่าว่าบ้านกุดแข้ด่อน (ข่า), กุดน้ำใส, กุดน้ำขุ่น, กุดมะฮง, เลิงนกทา ก็มาจากเมืองวัง

เดิมสถานที่ตั้งบ้านกุดสิมนารายณ์เป็นป่าดงเสือ ตั้งอยู่ระหว่างภูพานกับภูโรย ภูพานอยู่เหนือภูโรยอยู่ใต้ มีน้ำลำพยังไหลมาจากวังคำที่เรียกว่ายอดยัง อยู่ที่ภูพานทางบ้านนาวี ไหลผ่านระหว่างบ้านกุดสิมคุ้มเก่ากับคุ้มใหม่สมัยมาอยู่ใหม่ ๆ คนสองบ้านนี้ไปมาหากันเวลาค่ำคืน ท่านว่าต้องระวังเสือ คำว่า “กุดสิมนารายณ์” ที่ใช้เป็นชื่อบ้านนั้น เอาจากชื่อสิมน้ำ (โบสถ์น้ำ) ชื่อ “สิมนารายณ์” ซึ่งตั้งอยู่ในน้ำกุด มาเป็นชื่อบ้านกุดสิมนารายณ์ ที่สิมนารายณ์มีใบเสมาหินเป็นเครื่องหมาย จะตั้งสิมนารายณ์มาแต่ครั้งใดไม่ทราบ แสดงว่าสถานที่นี้เคยตั้งเป็นบ้านเป็นเมืองมาก่อนแล้ว คะเนว่าคงเป็นสมัยแคว้นศรีโคตรบูรณ์กำลังเจริญรุ่งเรือง แต่ได้รกร้างมาหลายปีแล้วจนเป็นดงเสือ ส่วนใบเสมาหินเวลานี้ ได้เอาไปไว้ที่วัดกลางบ้านกุดสิมคุ้มเก่า


เนื่องจากบ้านกุดสิมนารายณ์ตั้งอยู่ระหว่างภูเขา ภายหลังได้ยกขึ้นเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ ทางบั้งจุ้มจึงกล่าวถึงอาณาเขตเมืองกุดสิมนารายณ์ ที่ชาวเมืองวังมาตั้งเป็นบ้านเป็นเมือง ว่ามาตั้งอยู่ตั้งแต่ “ต่องหล่อง” เมืองผี (หมายถึงผีเข็ดผีคิ้ว) นาคันวีช้างย่ำ ช้างจกเปือยเปา (ว่าอยู่แถวบ้านขุมขี้ยาง) เก้าคดเก้าเลี้ยว (อยู่ระหว่างบ้านโนนบ้านปลาเข็ง) หนองสวะแขป่ามัน (อยู่ตีนบ้านสวะกกโพธิ์) ตลอดไปถึงห้วยแกวเป็นเขตแดนเมืองยโสธร บ้านหนองฟ้านาโพธิ์ก็ขึ้นกับเมืองกุดสิมนารายณ์” ดังนั้นอาณาเขตเมืองกุดสิมนารายณ์จึงบอกได้ดังนี้ ทิศเหนือติดกับเขตเมืองสกลนคร ถือสันน้ำกลิ้งภูพานเป็นแดน ทิศใต้ต่อเขตเมืองยโสธรมีห้วยแกวเป็นแดน และต่อเขตเมืองร้อยเอ็ด ทิศตะวันออกต่อเขตเมืองมุกดาหาร ตามสันภูพานยอดน้ำบังซายลับปลายน้ำบังอี่จะจอดบรรจบกัน (ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณแฝดต่ำสามหลาง - ราว ๓๐ วา) ถือสันน้ำกลิ้งเป็นแดน ทิศตะวันตกต่อเขตเมืองกาฬสินธุ์

เมืองกาฬสินธุ์ตั้งก่อนเมืองกุดสิมนารายณ์ ๔๓ ปี มีประวัติเล่าว่า เดิมเจ้าผาขาวซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับพระวรราชภักดีและพระตา เจ้าผาขาวเกิดผิดใจกันกับเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทน์ (เจ้าสิริบุญสาร) ด้วยเรื่องพระโอรสของเจ้านครเวียงจันทน์ ผิดประเพณีในหลานสาวเจ้าผาขาว จึงพากันอพยพครอบครัวมาตั้งอยู่บ้านหินโงมหนองบัวลุ่มภู ภายหลังกองทัพเวียงจันทน์ตามมาตีแตก พระวรราชภักดีกับพวกไปตั้งอยู่ที่ตำบลดอนมดแดงลุ่มแม่น้ำมูล ส่วนเจ้าผาขาวกับพวกไปตั้งอยู่ที่ตำบลพรรณา หลานสาวเจ้าผาขาวซึ่งตั้งครรภ์ กับโอรสเจ้านครเวียงจันทน์

เหตุที่ได้ชื่อว่าน้ำยัง มีเรื่องเล่าว่าเวลาคนกำลังข้ามน้ำ มีผู้ถามว่าหมดหรือยัง ผู้ตอบว่ายัง แต่พอถึงคนสุดท้ายตอบว่าหมดแล้ว เงือกก็กินคนสุดท้ายนั้นจมน้ำตายไป จึงได้ชื่อว่าน้ำยังสืบมาเดียวนี้
และตั้งบ้านหนองผือแล้ว ป้าทิตวงคนบ้านหนองผือเล่าว่า เมื่ออิ้วหลาชำรุดเหล็กไนคด ไปขอให้ผีที่นี้ทำให้ มีผู้ไปขอให้ผีขัดเหล็กไนคดให้แล้วแอบดูอยู่ ก็มีปลาฝาตัวหนึ่งลอยขึ้นมาคล้ายจะดูว่าไม่เห็นอะไรก็เลยดำน้ำลงไป แล้วมีท้าวตนหนึ่งรูปร่างแน่งน้อยขึ้นมาขัดเหล็กไน คนที่แอบดูอยู่จึงบอกว่า “คดหั้นละ” แล้วท้าวนั้นโดดลงน้ำ ได้ยินเสียงแทงปลาฝาจ๊วด ปลาฝาเลยตายลอยขึ้นมา จึงได้ชื่อว่า “ตาดปลาฝา” หน้า ๗๕ ประสูติลูกเป็นชายชื่อเจ้าโสมพมิตร ครั้นเจ้าผาขาวถึงแก่กรรมแล้ว เจ้าโสมพมิตรก็ปกครองบ่าวไพร่แทน และเห็นว่าต่อไปจะอยู่ที่พรรณาไม่ปลอดภัย จึงอพยพมาอยู่ที่บ้านกลางหมื่น แล้วไปอยู่ที่ตำบลแก่งสำโรง ข้างดงสงเปือยริมน้ำปาวเดียวนี้ พ.ศ. ๒๓๓๖ เจ้าโสมพมิตรกับท้าวอุปชาพร้อมด้วยญาติ ลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ที่กรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าโสมพมิตร เป็นพระยาชัยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์คนแรก ท้าวคำหว้าเป็นอุปฮาด ยกบ้านแก่งสำโรงเป็นเมืองกาฬสินธุ์ (จากหนังสือฝั่งขวาแม่น้ำโขงของนายเติม สิงหัษฐิต)

ส่วนประวัติเมืองกาฬสินธุ์ของนายอรุณ แสนสุธากล่าวว่า เดิมปู่ย่าตายายเจ้านายที่ได้สืบตระกูลต่อ ๆ มานั้น ตั้งบ้านเรือนอยู่พระเจดีย์เชียงชุมที่เป็นเมืองเก่า ต่อมาพระครูพลเสมา (พระอรหันตาภายซ้อย) ได้ต่อยอดพระธาตุพนมและเมื่อเกิดเหตุต่าง ๆ ได้พาครอบครัวเจ้านายท้าวเพียราษฎรไปอยู่เมืองจามปะนครที่ร้างแล้ว ซึ่งโปรดเกล้า ฯ ตั้งเป็นเมืองจำปาศักดิ์เดียวนี้ ตั้งเจ้าสร้อยศรีสมุทรเชื้อเจ้านครเวียงจันทน์ เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ หลายปีต่อมาเกิดเหตุวุ่นวายจึงอพยพคืนมาอยู่ที่หนองหาร พระเจดีย์เชียงชุม ตำบลผ้าขาวพันนาตามเดิม ภายใต้ปกครองของพระยาสมพมิตร พระยาอุปชาเมืองแสนควันโปง เมืองแสนหน้าง้ำ รับราชการทำส่วยผ้าขาวขึ้นกับเมืองเวียงจันทน์ ต่อมาพระยาอุปชาเมืองแสนควันโปงถึงแก่กรรม แล้วเจ้าเวียงจันทน์คิดก่อเหตุวิวาทกับพระยาสมพมิตรเมืองแสนหน้าง้ำพร้อมด้วยพรรคพวก อพยพไปอยู่กับพระวอที่หนีจากหนองบัวลำภูมาอยู่บ้านแจละแมซึ่งเป็นเมืองอุบลเดียงนี้ แต่พระยาสมพมิตรกับพวกไปตั้งอยู่ที่แก่งสำโรงริมน้ำปาว ต่อมาพระยาสมพมิตรลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระยาชัยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ซึ่งเอาน่ามแก่งสำโรงขึ้นเป็นเมืองกาฬสินธุ์ แต่ ณ ปีจอจัตวาศกจุลศักราช ๑๑๖๔ (พ.ศ. ๒๓๔๕) การที่เล่าเรื่องเมืองกาฬสินธุ์ไว้ ก็เพื่อให้เข้าใจส่วนสัมพันธ์กับเมืองกุดสิมนารายณ์ดีขึ้น

ต่อไปนี้เล่าเรื่องการตั้งเมืองกุดสิมนารายณ์ ภายหลังที่ชาวเมืองวังได้แยกย้ายกันไปตั้งเป็นบ้านเรือนแล้ว แต่ก่อนจะเล่าผู้เขียนขอแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ผู้อ่านได้ทราบเจตนาเสียก่อนว่า ในการเขียนชื่อคนก็ดี เขียนชื่อตำแหน่งราชการก็ดี ผู้เขียนจะเขียนไปตามที่บรรพบุรุษใช้และเรียกขานกันเป็นตามปกติธรรมดา อันเป็นธรรมเนียมสืบกันมาแต่ก่อน ซึ่งตรงตาม “คองเมือง” ของขุนบุรม กษัตริย์ราชวงศ์แถนของไทยทุกประการ ทั้งนี้เพื่อรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมของบรรพบุรุษโบราณ โดยมิได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น และจะไม่มีพิษภัยอันใดต่อราชบัลลังก์ด้วย เพราะพ้นสมัยแล้ว

จุลศักราช ๑๒๐๗ ปีมะเส็งสัปตศก (พ.ศ.๒๓๘๘) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เจ้าราชวงศ์ (กอ) เป็นพระธิเบศร์วงษาเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ท้าวด้วงเป็นเจ้าอุปฮาด ท้าวต้อเป็นเจ้าราชวงศ์ ท้าวเนตร (บุตรพระธิเบศรวงษา (กอ) เป็นเจ้าราชบุตร ยกเว้นบ้านกุดสิมนารายณ์ซึ่งตั้งอยู่ริมโบสถ์นารายณ์ ขึ้นเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์ขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ (จากพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสาน)

แต่ชาวเมืองว่า “ท้าวเดชเป็นเจ้าราชบุตร” ความจริงท้าวเนตรกับท้าวเดชเป็นคนเดียวกัน มีลูกสาวคนเดียวชื่อเกิด เป็นเมียพระวิชิต (ดูที่เครือญาติตอนต่อไป) แต่อย่างไรก็ดี ๔ ตำแหน่งนี้ เป็นฝ่ายกษัตริย์ตามคองเมือง เจ้าราชวงศ์ (กอ) กับเจ้าอุปฮาด (ด้วง) เป็นพี่กับน้องลูกพระยากล้า (หาญดอกเลา) ต่างมารดา ท้าวเนตร (ลูกพระธิเบศร์วงษา (กอ) เป็นเจ้าราชบุตรก็ควร และชาวเมืองกล่าวต่อไปว่า “เจ้าราชวงศ์ (ต้อ) ถึงแก่กรรม ตั้งเจ้าราชบุตรเดช (ไทยนาโม้) เป็นเจ้าราชวงศ์แทน” ความตอนนี้ทางราชการบอกไม่ชัดแจ้ง ผู้เขียนจึงคาดคิดเอาว่า ระยะนี้คงมีบอกขอตั้งเจ้าราชบุตร (เนตร) ว่าที่ราชวงศ์แทน ส่าวตำแหน่งเจ้าราชบุตรที่ว่างก็บอกขอตั้งท้าวขัตติยะว่าที่เจ้าราชบุตรแทน ความจึงปรากฎในทางราชการว่า ถึงพ.ศ. ๒๓๙๗ ตั้งท้าวขัตติยะเป็นเจ้าราชบุตร และพ.ศ. ๒๓๙๘ ตั้งเจ้าราชบุตร (เนตร) เป็นเจ้าราชวงศ์

ส่วนตำแหน่งกรมการเมืองลองลงมามีไทหอ, เสนาอำมาตย์, ท้าวเพีย (ไม่เรียกเพี้ย), ตาแสง, นายบ้าน, กวานบ้าน เหล่านี้แต่ก่อนมาเป็นอำนาจหน้าที่เจ้าเมืองพร้อมด้วยชาวเมืองแต่งตั้งที่เมืองกุดสิมนารายณ์ มีไทหอ, เสนาอำมาตย์, ท้าวเพีย, ตาแสง, นายบ้าน, กวานบ้าน โดยเฉพาะไทหอกับเสนาอำมาตย์ มีมาพร้อมในคราวอพยพแล้วคงแต่งตั้งตามตำแหน่งเดิม ดังมีรายชื่อกลุ่มไทหอในตอนต่อไป

ครั้นเมืองกุดสิมนารายณ์ตั้งปกครองกันต่อมา ปรากฎมีดินแตกระแหงที่ท้ายเมือง กว้างเท่าฟองไข่เป็ด ลึกกว่าด้ายหลอดหนึ่งผูกลูกตุ้มหย่อนลงไปไม่ถึงก้น เห็นไม่เป็นศิริมงคลจึงย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่บ้านกุดโก้ง ซึ่งอยู่ฟากน้ำลำพยังฝั่งตรงกันข้าม เรียกเมืองใหม่ สถานที่เดิมเรียกเมืองเก่า พระธิเบศรวงษา (กอ) ถึงแก่กรรมเมื่อ ลุจุลศักราช ๑๒๒๔ ปีจอจัตวาศก (พ.ศ. ๒๔๐๕) พระธิเบศรวงษา (กอ) ถึงแก่กรรม เมืองกาฬสินธุ์มีบอกขออุปฮาด (ด้วง) เป็นว่าที่พระธิเบศรวงษาเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้อุปฮาด (ด้วง) เป็นว่าที่เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์
ครั้นลุจุลศักราช ๑๒๒๘ ปีขาลอัฐศก (พ.ศ. ๒๔๐๙) พระยาไชยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกขอ
ตั้งอุปฮาด (ด้วง) เมืองกุดสิมนารายณ์ เป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ วัน ๑ ฯ ๖ ค่ำ (พ.ศ.๒๔๐๙) จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้อุปฮาด (ด้วง) เป็นพระธิเบศรวงษา เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ มีท้าวเนตรเป็นเจ้าอุปฮาด ท้าวคำเสี่ยงเป็นเจ้าราชวงศ์ ท้าวพรหมจักรเป็นเจ้าราชบุตร พระศรีวรวงศ์ (เพเศิก) เป็นผู้ช่วยเจ้าเมือง พระศรีวรวงศ์ถึงแก่กรรมแล้วจึงตั้งจารย์พล (ลูกเขยพระธิเบศรวงษา (ด้วง) แทน)

จ.ศ. ๑๒๔๑ (พ.ศ.๒๔๒๒) พระธิเบศรวงษา (ด้วง) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ มีความบาดหมางกับพระยาไชยสุนทร (หนู) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ร้องขอไม่สมัครทำราชการกับเมืองกาฬสินธุ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองกุดสิมนารายณ์ไปขึ้นกับเมืองมุกดาหาร

ลุจุลศักราช ๑๒๔๒ ปีมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๔๒๓) พระธิเบศรวงษา (ด้วง) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ถึงแก่กรรม ตอนนี้พงศาวดารไม่บอกแจ้งชัดว่าได้ตั้งผู้แทนหรือไม่ แต่บันทึกต่อไปจะบอกว่าได้ตั้งท้าวกินรี ว่าที่พระธิเบศรวงษาเจ้าเมือง

(เหตุการณ์ระหว่างที่แย่งกันเป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์นี้ ชาวเมืองแยกเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งชาวเมืองเก่าสนับสนุนท้าวสุริยะเป็นเจ้าเมือง โดยมีพระราษฎรบริหาร (วันทอง) เจ้าเมืองกมลาศัย เป็นหัวหน้าบอกขอตั้งท้าวสุริยะเป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ทั้งนี้เพื่อต้องการเมืองกุดสิมนารายณ์มาเข้าข้างตัว อีกฝ่ายหนึ่งชาวเมืองใหม่สนับสนุนท้าวกินรีเป็นเจ้าเมือง โดยมีพระยาชัยสุนทร (นนท์) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เป็นหัวหน้าบอกขอไปกรุงเทพ ฯ เหตุการณ์ระหว่างนี้จึงเกิดปั่นป่วนอยู่ภายหลัง ด้วยบริวารท้าวสุริยะเมืองเก่า กับบริวารท้าวกินรีเมืองใหม่ เกิดพิพาทท้าทายกัน ถึงกับเตรียมอาวุธจะเกิดศึกก้อมกลางเมือง จนท้าวกินรีได้รับพระราชทานตราตั้งสัญญาบัตร จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ขึ้นมาแล้ว เหตุการณ์จึงสงบ)

“ลุจุลศักราช ๑๒๔๕ ปีมะแมเบญจศก (พ.ศ. ๒๔๒๖) พระยาชัยสุนทร (นนท์) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ มีบอกขอยกเมืองกุดสิมนารายณ์ออกจากเมืองมุกดาหาร กลับมาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ดังเดิม และขอท้าวกินรี
๑๐
ว่าที่พระธิเบศรวงษาเจ้าเมือง (แต่) วัน ๓ ฯ ๗ ค่ำ (พ.ศ. ๒๔๒๓) นั้น จึงโปรดเกล้า ฯ ให้ยกเมืองกุดสิมนารายณ์มาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ และให้ท้าวกินรีรับราชการตำแหน่งเจ้าเมือง ตามความประสงค์ของพระยาชัยสุนทร”

ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า พ.ศ. ๒๔๒๖ ตั้งท้าวกินรี (บุตรเจ้าราชวงศ์คำเสี่ยง) ว่าที่เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ เป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ท้าวชิต (หลานเจ้าราชวงศ์ (กอ) เป็นเจ้าอุปฮาด ท้าวเชียงสาเป็นเจ้าราชวงศ์ ท้าวจารโส (แสนแวน) เป็นเจ้าราชบุตร ท้าวคำเครือ (น้องท้าวกินรี) เป็นผู้ช่วยเจ้าเมือง พระธิเบศรวงษา (กินรี) รับราชการมาได้ ๒๘ ปี ถึงพ.ศ. ๒๔๕๔ ก็ถึงแก่กรรม เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ตระกูล “ไทลอ”

(จากประวัตืเมืองกาฬสินธุ์ ของนายอรุณ แสนสุธา (พิมพ์พ.ศ. ๒๔๙๓ หน้า ๒๐ บรรทัด ๘) ว่า “กรมการท้าวเพียเมืองกาฬสินธุ์พร้อมกันเห็นว่า มีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ยกเมืองกุฉินารายณ์คืนให้แล้ว กรมการท้าวเพียเมืองกุฉินารายณ์ไม่ยอมมาขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ จึงพร้อมไปกระทำกดขี่ข่มเหงกรมการท้าวเพียเมืองกุฉินารายณ์ให้ได้รับความเดือดร้อนด้วยเหตุต่าง ๆ” และกล่าวต่อไปใจความว่า ท้าวสุริยะบุตรหลานเจ้าเมืองกรมการเมืองกุฉินารายณ์ขอสมัครขึ้นกับเมืองกมลาไสย พระราษฎรบริหารเจ้าเมืองกมลาไสย เห็นว่ากรมการเมืองกุฉินารายณ์ได้ความเดือดร้อนละส่ำละสายรวนเรต่าง ๆ และพากันร้องขอสมัครมาพึ่งขึ้นอยู่กับเมืองกมลาไสย จึงได้พร้อมกรมการเมืองกมลาไสยมีใบบอกขอไปยังเจ้าคุณพระยามหาอำมาตย์แม่ทัพ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเขมราฐตั้งแต่จ.ศ. ๑๒๔๗ ปีระกาสัปตศก (พ.ศ. ๒๔๒๘) ขอให้ท้าวสุริยะเป็นเจ้าเมือง ท้าวโพธิสารเป็นอุปฮาด ท้าววรบุตรเป็นราชวงศ์ ท้าวขัตติยะราชเป็นราชบุตร ขึ้นกับเมืองกมลาไสย นายเวรได้นำขึ้นกราบเรียนแต่เจ้าคุณพระยามหาอำมาตย์แม่ทัพเมืองเขมราฐแล้ว จึงโปรดเกล้ามีท้องตราจุฬาราชศรี ตั้งเจ้ากรมการเมืองกุษสิมณรายให้ขึ้นเมืองกมลาไสย. เรื่องนี้ผู้เขียนเห็นว่าคลาดเคลื่อน เพราะตามพงศาวดารหัวเมืองมณฑลอีสานว่า ปีพ.ศ. ๒๔๒๖ เป็นปียกเมืองกุดสิมนารายณ์มาขึ้นเมืองกาฬสินธุ์ และพร้อมกันนั้นก็ตั้งท้าวกินรีเป็นพระธิเบศรวงษา เป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์แล้ว จะมาขอท้าวสุริยะเป็นเจ้าเมืองภายหลังพ.ศ. ๒๔๒๘ นั้นไม่ชอบด้วยกาละ กับอีกประการหนึ่งที่ว่ากรมการเมืองกาฬสินธุ์พร้อมกันมากดขี่ข่มเหง กรมการเมืองกุดสิมนารายณ์นั้นผู้อาบด้วยอิสระเสรีเต็มตัวคงไม่ยอมให้กดขี่ข่มเหงเอาตามชอบใจได้เยี่ยงทาสเป็นแน่ เพราะเพียงแต่เป็นหัวเมืองขึ้นกับเมืองกาฬสินธุ์ตามทางราชการเท่านั้น เมืองกาฬสินธุ์ไม่มีอำนาจจะปกครองเมืองขึ้น (ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ปกครองตนเองโดยอิสระ) ในฐานะทาสไถ่มานั้นคงไม่ชอบด้วยราชการเป็นแน่ และเมืองกาฬสินธุ์จะมีอำนาจได้ก็แต่เป็นแหล่งกลางประสานงานระหว่างเมืองขึ้นกับรัฐเท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าเมืองกาฬสินธุ์จะรู้สึกเหิมเห่อว่ายิ่งใหญ่กว่าเมืองขึ้นด้วยความทนง แล้วเบ่งรัศมีครอบเมืองขึ้น จนหัวเมืองจะอดรนทนไม่ไหว ทำให้พระพิชัยอุดมเดชเจ้าเมืองภูแลนช้าง กับพระธิเบศรวงษา (ด้วง) เจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์ ต้องลงไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่กรุงเทพ ฯ พระธิเบศรวงษา (ด้วง) ขอขึ้นเมืองมุกดาหาร ส่วนพระพิชัยอุดมเดชขอขึ้นกรุงเทพฯ ดังปรากฎในประวัติเมืองกาฬสินธุ์หน้า ๑๖ บรรทัด ๑๙ แล้ว)

ยุบเมืองเป็นอำเภอ

พ.ศ. ๒๔๕๑ ทางการยุบเมืองกุดสิมนารายณ์เป็นอำเภอกุดสิมนารายณ์ พระธิเบศรวงษา (กินรี) เป็นผู้ว่าราชการอำเภอ มาถึงพ.ศ. ๒๔๕๔ ก็ถึงแก่กรรม ทางการจึงตั้งขุนมหาวินิจฉัย (ขำ พลวิจิตร) จากอำเภอกมลาศัยกับหลวงมหาดไทยนายอำเภอสระบุตร (อ. อาจสามารถ จ. ร้อยเอ็ด) มาเป็นนายอำเภอแทนตามลำดับ ทั้งสองอยู่ได้ไม่นานเพราะมีเรื่องต้องออกจากตำแหน่งไป แล้วจึงตั้งหลวงวิภักดิ์สตานุกุล (ลี มัธยมนันท์) จากมณฑลร้อยเอ็ดมาแทน ถึงกลางเดือนมีนาคมพ.ศ. ๒๔๕๖ หลวงวิภักดิ์สตานุกุลย้ายที่ว่าการอำเภอกุดสิมนารายณ์ (กุฉินารายณ์) ไปตั้งอยู่ที่บ้านบัวขาว ปล่อยให้ชาวเมืองเดิมเริมด้อยถอยเป็นเถื่อนเป็นลำดับมา

(พระธิเบศรวงษา เป็นนามบรรดาศักดิ์ที่พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้ง เรียกชั้นสัญญาบัตร แต่นามบรรดาศักดิ์ขุนหลวงที่กล่าวมานี้ไม่ใช่สัญญาบัตร เพราะเสนาบดีตั้งเรียกชั้นประทวนมีอักษร ป. เป็นเครื่องหมายกำกับ ถ้าเจ้าเมืองตั้งมีอักษร ม. เป็นเครื่องหมายกำกับ)

ยุบเมืองภูแล่นช้างมารวมกับอำเภอกุดสิมนารายณ์

พ.ศ. ๒๔๕๑ ยุบเมืองต่าง ๆ ลงเป็นอำเภอ ตั้งเมืองที่เหลือเป็นจังหวัด เมืองกุดสิมนารายณ์ตั้งมาได้ ๖๓ ปี ก็ถูกยุบเป็นอำเภอกุดสิมนารายณ์ เมืองภูแล่นช้างก็ถูกยุบในปีเดียวกันนี้ เมื่อยุบแล้วโอนมาทำราชการร่วมกันที่อำเภอกุดสิมนารายณ์ มีซานนท์เป็นนายอำเภอกินเงินเดือนคนละตำแหน่ง ครั้นต่อมาจึงเอานามเมืองภูแล่นช้างที่ว่าง ไปขอตั้งเป็นอำเภอยางตลาดขึ้นจังหวัดกาฬสินธุ์


*************
แหล่งข้อมูล http://www.oknation.net/blog/PhutaiKaowong/2012/06/13/entry-1
ตำนานไทย - พุไทยวัง รวมเรียงโดย นายนรเก (น้อม) โทธิเบศร์วงษา ๕ สิงหาคม ๒๕๑๙